" หยก "  ที่มาของชื่อนี้คงต้องย้อนเวลาไปยังช่วงที่สเปน  มีชัยชนะเหนืออเมริกากลางและใต้  โดยหมายถึง ปิ-เอดร้า เดอ อิจาด้า หรือหินสะโพก เนื่องจากถูกมองว่า ใช้สำหรับป้องกันและรักษาโรคไต โดยชื่อดังกล่าว แพร่หลายผ่านยุโรป ไปยังทั่วโลก ส่วนคำว่า "หยู" ของจีน ที่ใช้เรียกหยก ไม่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ในปีพ.ศ. 1863 ชาวฝรั่งเศสพิสูจน์ได้ว่ามีแร่ 2 ชนิดเป็นหิน ที่มีความแข็งแกร่งเช่นเดียวกัน โดยเป็นอัญมณีที่รู้จักกันมาถึง 7,000 ปีแล้ว ซึ่งชายคนดังกล่าว ตั้งชื่อแร่ชนิดหนึ่งว่า "หยกเจดไดต์" และอีกชนิดหนึ่งว่า "หยกเนฟไฟรต์" ในทางการค้า หินทึบแสงสีเขียวจำนวนมาก ถูกนำมาเสนอขายอย่างผิดๆ โดยใช้ชื่อว่า "หยก" ความแตกต่างระหว่าง "หยกเจดไดต์" และ "หยกเนฟไฟรต์" นั้นเป็นสิ่งที่บอกยากมาก และนี่ก็อาจเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงใช้คำว่า "หยก" มาใช้เรียกแร่ทั้ง 2 ชนิด ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ หยกถูกนำมาใช้กันทุกส่วนของโลก เพื่อทำเป็นอาวุธและเครื่องมือต่างๆ เนื่องจากความแข็งของมัน ดังนั้น "หยกเนฟไฟรต์" บางครั้งจึงถูกเรียกว่า "หินขวาน" กว่า 2,000 ปีมาแล้ว ที่หยกเป็นส่วนหนึ่ง ของลัทธิทางศาสนา ในประเทศจีนและอเมริกากลาง รวมทั้งหยก ยังมีค่ามากกว่าทองคำด้วย ด้วยชัยชนะของสเปน ทำให้ศิลปะการแกะสลักหยก ในอเมริกาสิ้นสุดลงอย่างฉับพลัน อย่างไรก็ตามสำหรับในประเทศจีนแล้ว ศิลปะดังกล่าวไม่ได้ถูกขัดขวาง ในอดีตมีเพียงหยก เนไฟรต์ เท่านั้นที่มีประโยชน์ในจีน แต่ในช่วง 150 ปีหลังมานี้ มีการนำหยกเจดไดต ์ซึ่งนำเข้าจากพม่า มาใช้เช่นเดียวกัน






Copyright @2006. Design by topjade.com
19/24 หมู่ 1 ต.เวียงพานคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย 57130
Mobile : 
+66(085) 715-0659, +66(083) 208-5088

Tel : 053-731793   Fax : 053-731793 E-mail : topjade@hotmail.com